แผนออมและลงทุน แต่ละช่วงวัย

shutterstock_39366553

แต่ละช่วงอายุมีบทบาทหน้าที่ เป้าหมายและรูปแบบการดำรงชีวิตแตกต่างกัน การวางแผนทางการเงินและการลงทุนมีความสำคัญในทุกช่วงวัย การออมนั้นถือเป็นสิ่งที่ทุกคนควรหัดให้เป็นนิสัย อย่ามองเพียงว่าการออมนั้นเป็นเรื่องของผู้ที่มีรายได้หรือเป็นเรื่องของบุคคลช่วงวัยทำงานเท่านั้น ในความเป็นจริงคุณแม่ควรฝึกหัดลูกของคุณให้มีนิสัยการออมตั้งแต่เด็ก เนื่องจากนิสัยการออมจะช่วยให้เขาเป็นคนใช้จ่ายเพื่อซื้อสิ่งของอย่างระมัดระวัง รอบคอบ มีนิสัยใช้จ่ายไม่สุรุ่ยสุร่าย รู้จักคุณค่าของเงิน วันนี้มีบทความเกี่ยวกับการออมและการลงทุนในแต่ละช่วงวัยมาฝากเพื่อเป็นแนวคิดให้กับผู้อ่านที่สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้ ดังต่อไปนี้

  1. วัยเรียน (ก่อนอายุ 20 ปี) เป็นวัยที่ยังไม่มีงานทำ คนวัยนี้ส่วนใหญ่พึ่งพารายได้จากพ่อแม่ การปลูกฝังนิสัยการออมตั้งแต่เด็กเป็นการเริ่มต้นฝึกวินัยการออมที่ดี คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้เขารู้จักหัดนิสัยการออม โดยแบ่งเงินส่วนที่ได้รับเป็นค่าอาหารและค่าขนมในแต่ละวันออกมา 1 ส่วนและนำเงินดังกล่าวฝากกับธนาคาร เพื่อปูทางสู่การวางแผนการเงินที่ดีในอนาคตและเป็นการฝึกนิสัยการออม วัยเรียนควรเลือกวิธีการออมเงินแบบฝากประจำ เพราะยังไม่มีความต้องการใช้จ่ายมาก เป็นช่วงที่ฝากเงินมากกว่าถอนเงิน
  2. วัยเริ่มทำงาน (20-30 ปี) เป็นวัยที่เริ่มมีรายได้ และสร้างเนื้อสร้างตัว บางคนเริ่มเก็บออมทันทีที่มีรายรับเข้ามา บางคนใช้จ่ายเกินตัว ละเลยต่อการออมและไม่คำนึงถึงความมั่นคงในอนาคต ในช่วงวัยนี้หากเริ่มต้นสร้างวินัยการออมได้เร็ว ยิ่งมีประโยชน์มากเพราะถือว่ามีหลักประกันความมั่นคงได้เร็วกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน การออมที่ดีควรออมอย่างน้อย 10% ของรายได้ โดยสัดส่วนของเงินออมแบ่งเป็นเงินฝากธนาคาร 20% การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ 10% และการลงทุนในหุ้น 70% การต่อยอดด้วยการลงทุนในหุ้นนั้น คนวัยนี้สามารถวางแผนการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงได้ เนื่องจากมีเวลาทำงานสร้างรายได้อีกนาน อย่างไรก็ดี การลงทุนในหุ้นควรศึกษาอย่างรอบคอบ
  3. วัยสร้างครอบครัว (30-40 ปี) อาชีพการงานก้าวหน้า มีรายได้สูง และภาระค่าใช้จ่ายสูงเป็นเงาตามตัว การเริ่มเก็บออมตั้งแต่วัยเริ่มทำงานเป็นพื้นฐานที่ดีในช่วงนี้ ควรเก็บออมอย่างน้อย 30% ของรายได้ สัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นเงินฝากธนาคาร 10% การลงทุนตราสารหนี้ 40% การลงทุนในหุ้น 40% และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 10%
  4. วัยมั่นคงสูงสุด (40-55) อาชีพการงานมั่นคง ฐานะการเงินดี การบริโภคส่วนบุคคลลดลงขณะที่ภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นในด้านเงินออมสำหรับทุนการศึกษาและเงินออมหลังเกษียณ ควรวางแผนเก็บออมมากขึ้น ไม่ทำธุรกิจหรือการลงทุนที่มีความเสี่ยง สัดส่วนเก็บออมอย่างน้อย 30% ของรายได้ ซึ่งแบ่งเป็นเงินฝากธนาคาร 10% การลงทุนตราสารหนี้ 30% การลงทุนในหุ้น 30% และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 20%
  5. วัยต้นเกษียณ (55 ปีขึ้นไป) ช่วงนี้มีรายจ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวพักผ่อนมากขึ้น ควรเก็บออม 20%-25% ของรายได้ การลงทุนตราสารหนี้ 30% ส่วนที่เหลือแบ่งเป็นการลงทุนในหุ้นที่ไม่มีความเสี่ยงและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างละเท่า ๆ กัน สำหรับการลงทุนหลังเกษียณเน้นสร้างรายได้ที่มีความแน่นอนด้วยการลงทุนซื้อหุ้นในระยะยาวไม่เกิน 30% ของเงินออม เมื่อชีวิตหลังเกษียณไม่มีรายได้ประจำ รายรับมาจากเงินบำเหน็จบำนาญและเงินออม ควรถอนเงินเฉพาะดอกผลที่งอกเงยทบต้นเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ในด้าน

แนวคิดการสร้างวินัยการออมและการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าฝากออมทรัพย์อาจนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว เพื่อความสุขและความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต